แอฟริกาใต้ขึ้นอากรเหล็กโครงสร้างจากจีนและไทย

อากรตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็ก

แอฟริกาใต้ขึ้นอากรเหล็กโครงสร้างจากจีนและไทย

ถ้าคุณอยู่สายก่อสร้างหรือจัดซื้อวัสดุ คำว่า เหล็กโครงสร้าง คือของจริงที่เจอทุกวัน ตั้งแต่โครงอาคาร โรงงาน ไปจนถึงงานเหมือง รถไฟ และโครงสร้างพื้นฐาน
ล่าสุด แอฟริกาใต้ ออกมาตรการ อากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping duty) กับเหล็กโครงสร้างนำเข้าจาก
จีน 74.98% และ ไทย 20.32% สะท้อนชัดว่ากำแพงการค้าเหล็กในโลก กำลังเข้มขึ้นเรื่อย ๆ


เกิดอะไรขึ้น?

หน่วยงานด้านการค้าของแอฟริกาใต้และหน่วยงานศุลกากรออกประกาศ/กฎกระทรวงให้เก็บ อากรตอบโต้การทุ่มตลาด
กับเหล็กโครงสร้างบางรายการที่นำเข้าจากจีนและไทย โดยระบุอัตรา

  • จีน 74.98%
  • ไทย 20.32%

มาตรการนี้อ้างอิงจากการสอบสวนการทุ่มตลาด และเป็นการเก็บในระดับ อากรตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping duty) ไม่ใช่ภาษีนำเข้าทั่วไป


เหล็กประเภททไหนโดนบ้าง?

ในเอกสารราชการของแอฟริกาใต้ รายการที่ถูกระบุเป็น เหล็กโครงสร้าง ครอบคลุมเหล็กรูปพรรณที่ใช้ทำโครงสร้าง เช่น

  • U-sections (เช่น U-channel)
  • I-sections (เช่น I-beam)
  • H-sections (เช่น H-beam) ในช่วงความสูงที่กำหนด
  • Angles / equal angles (เหล็กฉาก)

พูดแบบง่ายๆ คือ เหล็กที่ใช้ทำ โครงของอาคาร/โรงงาน/งานวิศวกรรม และเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างโดยตรง


ทำไมแอฟริกาใต้ถึงใช้มาตรการ Anti-dumping?

1. มุมของรัฐ ต้องการทำให้การแข่งขันยุติธรรมมากขึ้น

แก่นของ Anti-dumping คือปลายทางเชื่อว่า สินค้านำเข้าโดนขายถูกผิดปกติ จนทำให้ผู้ผลิตในประเทศเสียหาย
จึงใช้การเก็บอากรเพื่อดึงราคานำเข้าขึ้นให้แข่งขันกันในระดับที่เท่าเทียมกว่า

2. อุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุค ปกป้องตลาดในประเทศ

ช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศใช้มาตรการทางการค้าในเหล็กเข้มขึ้น (ทั้งโควตา ภาษีนอกโควตา หรือ anti-dumping)
สาเหตุหลักคือการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น และประเทศต่าง ๆ ต้องพยุงผู้ผลิตในประเทศ


เหล็กโครงสร้างเกี่ยวข้องกับภาคไหนบ้าง

ในประกาศ/เอกสารของฝั่ง ITAC มีการอธิบายว่าเหล็กโครงสร้างกลุ่มนี้เป็นสินค้ากลางน้ำ ที่ถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น
fabrication, construction, mining, rail, renewable energy, infrastructure development และ engineering

สรุปให้เห็นภาพ ถ้าอากรสูงขึ้นในประเทศปลายทาง → ต้นทุนเหล็กโครงสร้างในประเทศนั้นมีโอกาสขยับ → โครงการก่อสร้างและงานวิศวกรรมอาจได้รับแรงกระเพื่อมตามไปด้วย


วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทย

1. ผู้ส่งออกไทย – ตลาดแอฟริกาใต้ แพงขึ้นทันที

เมื่ออากรสำหรับไทยอยู่ที่ 20.32% ผู้ซื้อในแอฟริกาใต้จะเห็นต้นทุนเหล็กนำเข้าจากไทยสูงขึ้นทันที
ผลที่เป็นไปได้คือคำสั่งซื้อชะลอ เปลี่ยนแหล่งนำเข้า หรือหันไปใช้ผู้ผลิตในประเทศ/ประเทศที่ไม่โดนมาตรการ

2. การไหลของสินค้าอาจเปลี่ยน (Trade diversion)

ถ้าจีนโดนอากรสูงมาก (74.98%) สินค้าจีนบางส่วนอาจเปลี่ยนปลายทาง ไปตลาดอื่นแทน
ซึ่งอาจทำให้บางภูมิภาคเห็นการแข่งขันด้านราคาหนักขึ้น (โดยเฉพาะตลาดที่มาตรการยังไม่เข้ม)

3. ผู้รับเหมา/ผู้ซื้อเหล็กในไทย โฟกัสที่ ความเสี่ยงราคา และ ซัพพลาย

ต่อให้มาตรการนี้เกิดในแอฟริกาใต้ แต่ข่าวลักษณะนี้มักเป็นสัญญาณว่า ตลาดเหล็กโลกกำลังเข้มงวดด้านนโยบาย
คนจัดซื้อควรบริหารความเสี่ยงให้ดีขึ้น เช่น วางแผนสต็อกตามงวดงาน ทำสเปคให้ชัด และคุมปริมาณการสั่งให้แม่นเพื่อลดการสั่งเพิ่มหน้างาน


สรุปสั้น ๆ

  • แอฟริกาใต้เก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดกับเหล็กโครงสร้างจาก จีน 74.98% และ ไทย 20.32%
  • สินค้าเกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง/โครงสร้างพื้นฐาน/วิศวกรรมโดยตรง
  • แนวโน้มทั่วโลก – มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กเข้มขึ้น
  • ไทยควรจับตาผลต่อการส่งออก และบริหารความเสี่ยงด้านราคา/ซัพพลายในงานก่อสร้าง

FAQ | คำถามที่พบบ่อย

1. แอฟริกาใต้ขึ้นอากรเหล็กโครงสร้างจากจีนและไทยเท่าไหร่?

A: จีน 74.98% และไทย 20.32% (เป็นอากรตอบโต้การทุ่มตลาด)

2. Anti-dumping duty คืออะไร?

A: คืออากรที่ประเทศปลายทางเก็บเพิ่มกับสินค้านำเข้าที่ถูกมองว่าขาย ต่ำกว่าที่ควร จนทำให้ผู้ผลิตในประเทศเสียหาย
เพื่อทำให้การแข่งขันยุติธรรมขึ้น

3. เหล็กโครงสร้างที่โดนมาตรการคือเหล็กแบบไหน?

A: กลุ่มเหล็กรูปพรรณที่ใช้ทำโครงสร้าง เช่น U/I/H sections และเหล็กฉาก (angles) ตามรายการพิกัดที่ประกาศ

4. ไทยจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง?

A: ผู้ส่งออกไทยอาจเจอการแข่งขันยากขึ้นในตลาดแอฟริกาใต้เพราะต้นทุนเพิ่มจากอากร 20.32%
และตลาดเหล็กโลกอาจเห็นการย้ายปลายทางการส่งออก ทำให้การแข่งขันด้านราคาในบางตลาดรุนแรงขึ้น


แหล่งอ้างอิงข้อมูล